เมื่อพายุทรายทำพิษ

posted on 13 Mar 2013 17:35 by seren-k in Life directory Travel, Diary
หายไปนานอีกแล้ว จะบอกว่าพลอยกลับไทยไปแล้วรอบนึง แล้วก็กลับมาถึงญี่ปุ่นแล้วค่ะ m(_ _)m
 
ก่อนกลับคราวนี้แวะเที่ยวโตเกียวด้วยวันนึง ไปร้านพ่อบ้านที่เค้าล่ำลือมาด้วยล่ะ 5555 อันนี้เดี๋ยวค่อยมาเล่าอีกที ขอเล่าเรื่องสดๆ ร้อนๆ ของวันนี้ก่อนดีกว่า
 
หลายคนอาจจะเห็นในข่าวแล้วว่า ช่วงนี้ที่แถบโตเกียว มีพายุทรายจากจีนพัดมาที่ญี่ปุ่น เมืองกลายเป็นสีเหลืองๆ ไปหมดเลย ทั้งขุ่น ทั้งลมแรง แถมอีทรายนี่ก็เป็นโมเลกุลเล็กๆ สูดไปเยอะๆ ก็อันตรายกะระบบทางเดินหายใจอีก....
 
เมื่อวาน...พลอยออกจากสุวรรณภูมิ บินมานาริตะ อย่างราบรื่นไร้ปัญหา (ยกเว้นว่าลุงฝรั่งที่นั่งข้างๆ แกตัวใหญ๊ใหญ่ ที่วางแขนเลยโดนแกยึดเลย T^T แต่แกก็เฟรนลี่ดีนะ เคยทำงานสถานฑูต เคยผ่านสงคราม(?) มีแผลเย็บเยอะๆ ที่แขนด้วยอะ เหอๆๆๆ ฟังๆ แกเล่า อือๆ ออๆ ฟังออกมั่งไม่ออกมั่ง สำเนียงแกฟังยากชะมัด....)
 
พอลงที่นาริตะ ก็ไปรับกระเป๋า ผ่านตม.ฉลุย (มีมะม่วงอยู่ในกระเป๋าเดินทางด้วยแหละ ที่จริงแล้ว 555) ออกมาแล้วก็ต้องไปเช็คอินใหม่ที่ส่วนในประเทศ
 
ตอนเอากระเป๋าลงจากสายพาน รู้สึกว่าตัวเองจะยกลงมาแบบทุกลักทุเลมาก แล้วพอจะเอาขึ้นรถเข็น มันก็มีรถคันอื่นอยู่ใกล้ๆ ไม่ค่อยมีที่เลยกำลังจะจัดที่ทางก่อนออกแรงอีกที ปรากฎว่ามีคุณลุงที่ยืนรอกระเป๋าอยู่ใกล้ๆ แกมาช่วยยกขึ้นรถเข็นให้ด้วยแหละ >< 
 
พลอยออกจากตม.ตั้งแต่ 8 โมงกว่า เครื่องบินในประเทศไปเซนไดออก 10:30 เค้าให้ไปก่อน 10:15
 
อ่ะ ก็รอ รอๆๆๆๆๆ นั่งเล่นมือถือ คุยไลน์กะแม่ และอ่านนิยายที่ติดมาเล่มนึง...

10 โมง...ไฟลท์ข้างๆ บินไปที่อื่นก็ออกไป
 
ส่วนการผจญภัยของพลอยก็กำลังจะเริ่มในไม่ช้านี้่ล่ะค่ะ...ตอนนั้นไม่เอะใจอะไรเลย นั่งอ่านนิยายสบายใจเฉิบ เดี๋ยวก็กลับถึงหอแล้ว
 
10:10 คนอื่นๆ ที่รอไฟลท์นี้ลุกเดินออกไปหมดที่อีกประตู ไม่ใช่ประตูที่จะไปขึ้นมินิบัสเพื่อไปต่อเครื่องบินเล็ก... เลยลุกไปถามจนท.
 
ปรากฎว่าเค้าบอกว่า....
 
"เพราะมีพายุทรายหนัก ทัศนวิสัยไม่ดี เครื่องบินเลยไม่ได้มาลงจอดที่นาริตะแล้ว"
 
เฮ้ยยยยยยยยยย เมื่อกี๊อีกลำเพิ่งจะบินออกไปหยกๆ แท้ๆ
 
จนท.บอกให้พลอยและผู้โดยสารคนอื่นๆ ไปรับกระเป๋าคืน แล้วก็ไปติดต่อกะจนท.ตรงที่เช็คอิน.. อะ ได้ ก็รับกระเป๋ามา ลงไปที่เช็คอินตามเค้าว่า
 
ถามเค้าว่า "แล้วจะไปเซนไดได้ยังไงคะ"  จนท.บอกว่า คงต้องไปทางชินคันเซ็น เพราะไฟลท์ถัดๆ มาก็เต็มหมดแล้ว...

เฮ้ยยยยยยยยยย ที่สองของวัน...
 
แล้วค่าตั๋วล่ะ??
 
จนท.ปริ๊นท์กระดาษมาให้ใบนึง บอกให้ไปโทรถามเรื่องการ refund เงินคืนที่นี่
 
ตอนนั้นอึ้งๆ งงๆ มึนๆ ได้แต่รับสภาพเดินออกมา และด้วยความที่พลอยมีสัมภาระเป็นกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ ใหญ่ใบ เล็กใบ กระเป๋าถือ และโน้ตบุ๊ค(ใส่กระเป๋าหิ้วพอดีเครื่อง) ก็เลยตัดสินใจส่งกระเป๋าใบใหญ่มาที่หอ
 
โดนไป 1,690 เยน ได้ของวันรุ่งขึ้นตอนก่อนเที่ยง โดยไม่ลืมย้ายมะม่วงออกมาจากกระเป๋าใบใหญ่ สลับกะของในใบเล็ก เพราะกลัวมันเสีย...
 
จากนั้นก็กระเตงกระเป๋าถือ+กระเป๋าลากใบเล็ก แวะเข้าห้องน้ำ ออกมากำลังจะไปลงบันไดเลื่อนไปรถไฟใต้ดิน....
 
อ๊ะ อะไรหายไปรึเปล่า??
 
เฮ้ยยยยยยยยยยยยย (ที่สาม) โน้ตบุ๊คนั่นไง... ทิ้งไว้ตรงเคาน์เตอร์ส่งของนั่นแหละ orz รีบวิ่งกลับไปเอา โชคดีมันยังอยู่ (ถ้าไม่ใช่ญี่ปุ่น คงหายไปแล้ว)
 
โอเค เดินหน้าต่อ...ลงไปชั้นใต้ดิน เจอออฟฟิศขายตั๋ว มีคนต่อคิวๆ อยู่ ก็คิดว่าน่าจะซื้อที่นี่แหละ เห็นมีป้ายเขียนว่า NEX (Narita express) อยู่ด้วย... ยืนไปซักพัก ตามองนู่นมองนี่...เห็นป้ายอีกอันเป็นภาษาญี่ปุ่น ก็อ่านแบบงงๆ มึนๆ ได้ความว่า...

"ช่องนี้ไว้สำหรับแลกตั๋ว JR pass เท่านั้น คิวจะต่อนาน สำหรับผู้ที่จะซื้อตั๋วให้ไปติดต่ออีกที่"
 
อา...แล้วนี่เรามายื่นเข้าคิวอะไรอยู่ตั้งหลายนาที... หงุดหงิดกะตัวเองอีกนิด แล้วก็เดินออกไป แล้วก็เจอที่ซื้อตั๋วจริงๆ ละ
 
บอกเค้าว่าจะไปเซนได ซื้อตั๋วชิงคันเซ็นจากตรงนี้ได้เลยมั้ยคะ? เค้าก็ว่าได้ แต่ตอนนี้ลมแรงมาก รถอาจจะเลทนิดนึงนะ
 
โดนไปอีก 12,790 เยน (ซีด...ดีว่าพกเงินมาพอนะเนี่ย)
 
ก็ลงใต้ดินอีกชั้น เข้าไปนั่งรอในรถ... มันจะต้องออก 11:15 แต่ก็เลท...เลท...เลท...เลท...
 
แล้วก็กลายเป็น "เนื่องจากลมแรงไม่หยุด จะของดรถไฟเที่ยวนี้"
 
เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย (ที่สี่) แล้วก็ถูกไล่ให้ไปขึ้นอันอื่น
 
พลอยก็ลากกระเป๋ากับกระเป๋าถือไป ขึ้นบันไดเลื่อน เจอคนมาเข้าคิวรอคืนเงินค่าตั๋วเต็มไปหมด... แล้วข้างหลังก็มีคุณลุงคนนึงท่าทางใจดี เลยถามแกว่า "แล้วแบบนี้จะเข้าโตเกียวได้ยังไงคะ" แกก็บอกให้ไปขึ้น skyliner เป็นรถด่วนที่ด่วนน้อยกว่า NEX แล้วก็ถูกกว่าอีกหน่อย
 
แล้วลุงก็ถามว่ามาจากไหน ยังไง ก็คุยกะแกอีกนิด จากนั่นก็....
 
เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยย (ที่ห้า) ลืมโน้ตบุ๊คอีกแล้วววววววววววววววววววววว กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด
 
รีบฝากกระเป๋าลากกะลุง T^T วิ่งลงบันไดเลื่อน โชคดีว่าตู้ที่นั่งตะกี๊อยู่ติดบันไดเลื่อน บอกจนท.ที่เดินผ่านมาพอดีว่าลืมของ เค้าถามว่าใช่ถุงใบนี้มั้ย (แล้วก็ยกให้ดู) พลอยบอกไม่ใช่ เป็นกระเป๋าโน้ตบุ๊คสีดำๆ แล้วก็เดินหาแถวๆ ที่ตัวเองน่าจะนั่งเมื่อกี๊...
 
แล้วก็นั่นไง! ยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน...แต่เวรกรรม ประตูรถไฟปิดไปแล้ว โชคดีพนักงานอีกคนยังอยู่ในนั้น เค้าก็หยิบขึ้นมาชี้ถามว่าใช่มั้ย เราว่าใช่ จนท.ข้างนอกเลยวิ่งไปที่หัวขบวน ขอให้เค้าเปิดประตูให้หน่อย รออยู่ซักพักอย่างกระสับกระส่าย เค้าก็เปิดให้แล้วได้กระเป๋าโน้ตบุ๊คคืนมา จากนั้นก็รีบวิ่งขึ้นไปใหม่ ขอบคุณคุณลุงที่ดูกระเป๋าให้ T^T ได้รับเงินหมื่นสองนั่นคืน 
 
ได้เงินคืนแล้วก็ไปซื้อตั๋ว skyliner 2,400 เยน... รถออกเกือบๆ เที่ยง คราวนี้ไม่เลทแล้ว ใช้เวลาประมาณชม.นึง กว่าจะถึงสถานีอุเอโน่ (ไม่จอดโตเกียว)
 
ลงจาก skyliner แล้ว ก็ต้องขึ้นไปบนดิน+เดินอีกนิดนึงถึงจะถึงสถานีJR อุเอโน่ (มันไม่ได้อยู่ติดกัน) เชื่อเลยค่ะว่าทรายนี่อันตรายจริง ขนาดเดินข้างนอกแค่แป๊ปๆ ยังรู้สึกเหมือนจะแสบจมูกเลยอะ 
 
มาถึง JR อุเอโน่ (ซึ่งค่อนข้างใหญ่) ก็เดินไปตามป้ายชิงคันเซ็น...แล้วเบลอ+รีบจัด เห็นมันชี้เฉียงๆ แล้วใกล้ๆ มีบันไดเลื่อน ก็ขึ้นไปซะงั้น... ปรากฎว่ามันให้เดินไปอีก ก็ต้องวนลงมาใหม่ (อับอายมาก =////= )
 
ถึงที่ซื้อตั๋ว ก็คนเต็มอีก? ไม่รู้ทำไม แต่ว่าตรงตู้ขายตั๋วอัตโนมัติยังโล่ง ก็เอาวะ ลุยกะเครื่องเนี่ยแหละ (ทุกทีซื้อกับสหกรณ์มหาลัยตลอด...) จิ้มๆๆ โดนไปอีก 9,880 เยน แล้วก็ได้ตั๋วพร้อมใบเสร็จมา...
 
รถไฟออกตอน 13:14 แต่มันเป็นสองขบวนติดกัน ไปด้วยกันครึ่งทางแล้วจะแยกไปคนละที่ ตอนจะขึ้นก็ดูแล้วดูอีก กลัวมากถ้านั่งผิดคันแล้วจะทำไง... ไปยามากาตะเลยนะนั่น (อีกเมืองนึง อยู่ทางตะวันตก ส่วนเซนไดอยู่ฝั่งตะวันออกค่ะ)
 
แต่ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี...กินข้าวปั้น นั่งๆ หลับๆ อ่านนิยาย หันไปยิ้มให้หนูน้อยที่นั่งแถวหลัง (น่าจะซักขวบ ได้ยินเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก น่ารักฉุดๆ) อ่านนิยาย หลับ พ่อโทรมาด้วย เพราะตอนเช้ายังไลน์กะแม่รอเครื่องบินอยู่ดีๆ แต่ไม่ทันไรกลายเป็นโดนไล่มาระหกระเหินขึ้นรถไฟซะงั้น...
 
นั่งอยู่ 2 ชม.กว่า กว่าจะถึง ถึงจะหลับบนรถไฟด้วยอะไรด้วย แต่ก็ยังเหนื่อยและล้าอยู่ดี... ลงรถแล้วก็รีบลงมาขึ้นแท็กซี่....
 
นั่งๆ ไปซักพัก....ก็...
 
เฮ้ยยย (ที่หก อันนี้ไม่ค่อยยาว ฮาา) ทำไมรถติดงี้ฟร้าาาา 
 
รถติดจริงจังอ่า... เพิ่งจะสี่โมง ก็ยังไม่ใช่เวลาเลิกงานซะหน่อย ซวยซ้ำซวยซ้อนมากมาย...
 
แต่ในความซวยนั้นก็มีความประทับใจอย่างนึง...คือตอนใกล้จะถึงหอแล้ว (แต่ก็ไม่ได้ใกล้มาก) พี่คนขับแท็กซี่ก็กดมิเตอร์ทิ้ง ดึงใบเสร็จออกมาแล้วบอกว่า
 
"เก็บแค่นี้แล้วกัน วันนี้รถมันติด ปกติถ้ามาแถวนี้ก็ราคาประมาณนี้"
 
ซาบซึ้งงงงง *ปาดน้ำตา*
 
พี่เป็นแท็กซี่ที่สุดยอดสุดๆ ค่ะ! ไม่ใช่แค่คิดมิเตอร์ตามจริง แต่เป็นตามจริงแบบไม่รวมรถติดด้วย T[]T เป็นเรื่องดีเล็กๆ ของวันที่ได้เจอ (กับคุณลุงยกกระเป๋า แล้วก็คุณลุงที่พลอยไปฝากกระเป๋าเค้าด้วย สองอันนี้ก็ซาบซึ้ง)
 
ลากกระเป๋า กระเป๋าถือ และไม่ลืมโน้ตบุ๊ค! (ในที่สุด 555) ขึ้นห้อง รีบแกะมะม่วงออกมาดู... ยังสวยเหมือนเดิมทุกลูก T^T *ทรุดกับพื้นด้วยความโล่งใจ* ตอนแรกว่าจะเอาไปให้เพื่อนพ่อวันนี้ (พ่อฝากมา แน่นอนว่าไหนๆ ก็ขนมาแล้ว ก็มีส่วนของตัวเองกินด้วยนิดนึง ฮ่าๆ) แต่วันนี้ไม่ไหวละ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกทีละกัน 
 
แล้วก็สไกป์คุยกับแม่...เล่าทุกอย่างให้แม่ฟัง แม่ตอบมาคำนึง...
 
"วันนี้วันเสือ"
 
อาา...ชงเต็มๆ เลย มิน่าล่ะ วันนี้ถึงได้ขลุกขลักขนาดนี้... (ชงวัน ไม่ใช่ชงปีนะ ^^; )
 
บางทีก็เหมือนงมงายนะ แต่หลายๆ ครั้ง มันก็แอบตรง... ยิ่ง ปกติพลอยก็คิดว่าตัวเองไม่ได้ขี้ลืมขนาดนั้น...แต่วันนี้ลืมโน้ตบุ๊คบ่อยมากถึงมากที่สุด...ทั้งที่ก่อนไปยังบอกแม่อยู่แท้ๆ ว่าไม่ลืมหรอกๆ ขาดโน้ตบุ๊คก็เหมือนขาดใจ.. และข้อมูลทุกอย่างอยู่ในนี้... (เห็นทีจะต้องbackup แล้ว?) 
 
แต่เดี๋ยวก่อน...ความชงยังไม่หมดเท่านี้...
 
พลอยลองโทรไปหา call center ของสายการบินเพื่อจะคุยเรื่อง refund... ก็ปรากฎว่าเจอเครื่องตอบรับอัตโนมัติ...หลังจากจิ้มๆ เบอร์ตามที่มันถาม...ก็ให้รอแป๊ปนึง...
 
แล้วมันก็บอกว่า "ขอโทษค่ะ ขณะนี้ไม่มีสายไหนว่างเลย กรุณารอซักครู่ หรือติดต่อใหม่ภายหลัง"
 
เฮ้ยยยยยยย (ที่เจ็ด) แค่จะโทรยังโทรไม่ได้เลยอ้ะ! อะไรมันจะ....ขนาดนี้....
 
ก็เลยวางหู...แล้วเห็นทีจะได้โทรไปคุยก็พรุ่งนี้แล้วล่ะค่ะ TT^TT
 
รวมค่าเสียหายทั้งหมดวันนี้ที่เกิดจากการที่เครื่องบินแคนเซิล... เกือบหมื่นสีพันเยนได้...
 
แง...จะได้คืนมากี่ตังค์เนี่ย...พนักงานที่เคานท์เตอร์ที่บอกให้ไปโทร ก็ยังบอกมาอีกด้วยว่า "อาจจะได้ แต่น้อยมากนะครับ" อะไรก๊านนนนนนนน ชั้นต้องเสียเวลาอีกครึ่งวัน และพลังงานมากมายในการลากสังขารตัวเอง(?) กับกระเป๋ากลับบ้านเลยนะ....แถมต้องวิ่งไปวิ่งมา...ลุ้นแล้วลุ้นอีก ฮืออออออ อย่างน้อยๆ ก็ขอให้มันใกล้เคียงหรือเท่ากะค่าชิงคันเซ็น+skyliner เท๊อออออออออออออออออ *กรีดร้องโวยวาย*
 
ครั้งนี้รู้สึกเลยว่า...ถ้าพลอยรู้ภาษาญี่ปุ่นน้อยกว่านี้ ตายแน่ๆ อะวันนี้ เอ๋อไปเลยแน่ๆ อะ เคยได้ยินข่าวเวลาเกิดนู่นนี่แล้วเครื่องบินถูกแคนเซิล...ไม่คิดว่าจะมาเจอกับตัวแบบนี้... ดีนะอยู่นาริตะแล้ว เกิดซื้อแบบเปลี่ยนเครื่องที่อินชอน แล้วขาเข้าญี่ปุ่นโดนแคนเซิลขึ้นมา..... อูยย ไม่อยากจะคิดเลยแฮะว่าจะยิ่งวุ่นวาย+เสียเวลาแค่ไหน
 
ก็ขอจบการผจญภัยไว้แต่เพียงเท่านี้... พลอยว่าพลอยต้องมีเวรกรรมกะนาริตะแน่ๆ อะ ครั้งที่สามแล้วนะ ที่ต้องมีเหตุให้ติดขัดอะไรซักอย่างที่นาริตะ....ฮืออ....
 
ปล. วันนี้เป็นวันที่ร้องเฮ้ย..และอื่นๆ ในใจมากมายที่สุดเลยละมั้ง... แบบว่า TT-TT 
 

Comment

Comment:

Tweet

เดินทางต้องลดจำนวนกระเป๋าให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อ่านไปลุ้นไปตามเลยนะเนี่ย
( Hot! Hot! )

#4 By Nirankas on 2013-03-14 09:15

อ่านแล้วเหนื่อยแทนเจ้าของบล็อคจริงๆ sad smile
แต่ผ่านมาได้ด้วยดี Happy surprised smile
ปล.มะม่วง.......sad smile

#3 By อาเซย์โตน่า on 2013-03-13 20:46

อู้ววววว
เป็นการผจญภัยที่ถึงพริกถึงขิงมาก

แต่ดีแล้วที่รอดปลอดภัย
ฮู้วววว การไปเจออะไรแบบนี้ที่ต่างบ้านต่างเมืองเป็นอะไรที่ระทึกจิตจริงๆนะ ฟังแล้วน่าสยดแทน
ถ้าไม่มีภาษานี่ สติแตกกระจัดกระจายแน่ๆ -w-b
เอาเป็นว่าถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพก็ดีแล้วจ้าาา ^^

#2 By [chibi] Fairy ~* on 2013-03-13 20:42

โห อุปสรรคเยอะจริงๆ แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ยังโชคดี
เครื่องบินถูกยกเลิกไปทีนึงนี่เป็นปัญหาหนักจริงๆ
Hot!

#1 By φυβλας on 2013-03-13 20:18